EP.133 Fish oil - น้ำมันปลา


 น้ำมันปลา หรือ Fish oil

    ซึ่งสกัดมาจากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหาง โดยส่วนใหญ่สกัดได้มาจากปลาทะเลน้ำลึก และเป็นปลาในเขตหนาวที่สะสมไขมันดีไว้ในร่างกาย มีกรดไขมัน Omega-3 , EPA และ DHA ในปริมาณที่สูง ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น มีส่วนช่วยบำรุงสมองและความจำ ลดอาการปวดข้อ ลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต ป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และยังช่วยบำรุงสายตาได้อีกด้วย

น้ำมันปลา (Fish Oil)  เป็นไขมันที่สกัดมาจากปลาตามแหล่งทำธรรมชาติ เป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่างๆ ของปลา เช่น เนื้อปลา หนังปลา หางปลา หัวปลา โดยปลาทะเลที่นำมาสกัดนั้นเป็นปลาที่อยู่ในทะเลน้ำลึกเขตหนาวเย็น ซึ่งมีกรดไขมัน Omega-3  ปริมาณมากกว่าปลาน้ำจืด อาทิ ปลาแองโชวี่ ปลาแมคเคอเรล หรือปลาทูน่ามีไขมันกลุ่ม Omega-3  สูงถึง 1-4 กรัม ต่อ เนื้อปลา 100 กรัม Omega-3 ประกอบด้วยกรดไขมันสำคัญ คือ EPA และ DHA  ในปริมาณที่สูง ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย 

ประโยชน์ของ

ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

น้ำมันปลา (Fish oil) มีส่วนช่วยในการลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับและช่วยส่งผลให้ลดโคเลสเตอรอลในหลอดเลือดลดลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีผลงานวิจัยทางการแพทย์ระบุไว้ว่าน้ำมันปลาสามารถช่วยลดไขมันร้ายได้ 20% - 50% และที่สำคัญคือปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย สามารถใช้ร่วมกับยาในการลดระดับไขมันในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงได้

ช่วยบำรุงสายตา

ในน้ำมันปลา (Fish oil) จะมีกรดไขมัน Omega-3 ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา มีงานวิจัยพบว่า โอเมก้า-3 จะช่วยผลิตน้ำตามากขึ้น ช่วยให้ดวงตามีความชุ่มชื้นมากขึ้น และยังช่วยลดอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุของสายตาพร่ามัว 

ช่วยบำรุงสมอง

การรับประทานน้ำมันปลา (Fish oil) จะมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรืออาการสมองเสื่อมได้ เนื่องจาก DHA ที่มีอยู่ในน้ำมันปลา จะช่วยเพิ่มสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยในสมอง ซึ่งเป็นตัวการในการทำลายใยประสาทส่วนความจำ จึงทำให้ป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรทอสมองเสื่อมได้ 

ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

การรับประทานน้ำมันปลา (Fish oil) จะมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและช่วยลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง

ช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อ ลดปัญหาอาการข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์

น้ำมันปลา (Fish oil) มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการปวดตามข้อได้ เนื่องจากมีกรดไขมัน Omega-3 ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบ อาการตึงแน่นของข้อ และน้ำมันปลา (Fish oil) ยังช่วยลดอาการข้อยึด ในผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจากมี EPA ที่ช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ปวด บวมข้อ นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยเพิ่มการสร้างสารที่มีคุณสมบัติทำให้อาการอักเสบต่างๆ ของข้อลดลงได้ 

ช่วยลดความดันโลหิตสูง

กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish oil) มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น จึงมีทำให้ความดันลดลง โดยน้ำมันปลาจะไม่มีผลต่อผู้ที่มีความดันโลหิตปกติแต่อย่างใด 

 ช่วยในการรักษาโรคผิวหนังบางชนิด

มีผลงานวิจัยในต่างประเทศที่เชื่อถือได้ พบว่าการรับประทานปลาที่มีไขมันปริมาณมาก อาจมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการของโรคผิวหนังบางชนิดได้ เช่น สะเก็ดเงิน โรคเรื้อนกวาง โดยจะช่วยลดอาการคัน และทำให้การเกิดผื่นแดงน้อยลง  

ช่วยในการรักษาอาการหอบหืด

การรับประทานน้ำมันปลา (Fish oil) เป็นประจำ จะช่วยลดสารสำคัญที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด ช่วยให้มีการหายใจได้ดีขึ้น 

ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ  ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน

น้ำมันปลา (Fish oil) มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพรอสตาแกลนดิน และช่วยลดการหลั่งของสารซีโลโทนิน ส่งผลให้การเกาะตัวของหลอดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงอาจสามารถช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้ 

ช่วยในการรักษาอาการซึมเศร้า

มีผลงานวิจัยที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่รับประทานน้ำมันปลา (Fish oil) เป็นประจำ จะมีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าต่ำ เนื่องจากสมดุลของกรดไขมันในร่างกายมีผลต่อความรุนแรงของการเกิดโรคซึมเศร้า การวิจัยพบว่าคนที่มีระดับกรดไขมัน Omega-3 ต่ำ แต่ Omega-6 สูง มีโอกาสที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าได้มากกว่าปกติ 

 ลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน
     นักวิจัยพบว่ากรดไขมัน EPA ใน น้ำมันปลา (Fish Oil) จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นได้

ปริมาณ Fish oil ที่ควรบริโภค

          องค์การอนามัยโลกได้มีการแนะนำปริมาณ Fish oil ที่ควรรับประทาน โดยให้รับประทานปลาในขนาดที่ให้ EPA และ DHA วันละ 200-500 มิลลิกรัม นอกจากนี้ก็ยังได้มีการแนะนำให้รับประทาน Omega-3 ในปริมาณ 1.1 กรัมต่อวันในผู้หญิง และ 1.6 กรัม ต่อวันในผู้ชาย แต่ไม่ควรรับประทานเกิน 3 กรัมต่อวัน ส่วนขนาดรับประทานสำหรับเด็กเล็ก ยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนระบุไว้

 ความแตกต่างระหว่างน้ำมันปลากับน้ำมันตับปลา

 สกัดมาจากอะไร ?

น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากตับของปลาค็อด จึงเรียกว่า cod liver oil ซึ่งจะแตกต่างน้ำมันปลา ที่สกัดจากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางของปลา

สารสำคัญมีอะไรบ้าง ?

น้ำมันตับปลามีวิตามิน A และวิตามิน D สูง ซึ่งวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา ทำให้มองเห็นได้ดีในที่มืดหรือที่ที่แสงสลัว และยังช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค สร้างเยื่อบุผิวหนังและกระดูก ส่วนวิตามิน D ก็จะมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัสจากอาหารผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่ร่างกาย 

เหมาะสมกับใคร ?

เนื่องจากวิตามิน D ในน้ำมันตับปลาจะช่วยเพิ่มการดูดซึมกลับของแคลเซียม และฟอสฟอรัส จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคไต นอกจากนี้ยังเหมาะกับเด็กที่มีปัญหาในเรื่องของกระดูก หรือเสี่ยงต่อภาวะกระดูกอ่อนอีกด้วย

         ถึงแม้ว่าน้ำมันตับปลาจะอุดมไปด้วยวิตามิน A และวิตามิน D แต่ก็ไม่ควรรับประทานมากเกินความจำเป็น เนื่องจาก ตับมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง หากรับประทานมากเกินความจำเป็น ก็อาจจะส่งผลให้ร่างกายมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูงได้ ดังนั้นจึงควรศึกษาปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกายในการรับประทาน 

 ข้อควรระวังในการบริโภค Fish oil

  1. ผู้ที่แพ้ปลาทะเลหรือสารที่ใช้ในการผลิตน้ำมันปลา ซึ่งต้องสังเกตจากฉลากของผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อ

  2. ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ เช่น แอสไพริน เป็นต้น

  3. ผู้ที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือบุคคลที่เลือดหยุดไหลยาก เช่น ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือบุคคลที่มีความต้องการที่จะทำการผ่าตัดในระยะเวลาอันใกล้

  4. ไม่ควรรับประทาน Omega-3 เกินวันละ 3,000 มก.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

EP.17 หน่อCA(CA1)

EP.13 ลำไส้แปรปรวน(ลำไส้2)