EP. 113 ไมเกรน Migraine


โรค
ไมเกรน เกิดจาก.....

1. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม

2.พันธุกรรม

3.สารเคมีในสมอง

4.การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน

        สาเหตุของไมเกรนยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยสิ่งแวดล้อม และกลไกทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดอาการไมเกรนได้ ความไม่สมดุลของสารในสมอง เช่น เซโรทอนิน (Serotonin) และ กรดอมิโนเพปไทด์ ที่เกี่ยวข้องกับกลไกทางพันธุกรรม (CGRP) ก็มีส่วนก่อให้อาการของโรค และอาจจะเกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของระดับสารเคมีในสมอง ทำให้ก้านสมองถูกกระตุ้น หลอดเลือดในเยื่อหุ้มสมองมีการบีบและคลายตัวมากกว่าปกติ เกิดอาการปวดหัวตุ๊บ ๆ หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แพ้แสง จากก้านสมองที่ถูกกระตุ้น และปัจจัยทางด้าน ความเครียด การนอนหลับที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยทางร่างกาย การได้รับยาบางชนิด และการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนในเพศหญิง ก็ยังเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดไมเกรนได้ 

ปัจจัยที่กระตุ้นให้อาการไมเกรนกำเริบ ได้แก่

  1. แสงไฟสว่าง แสงไฟกระพริบ หรือแสงแดดที่จ้า
  2. อากาศที่ร้อนเกินไป หรืออากาศที่ร้อนชื้น เช่น ช่วงเวลาก่อนฝนจะตก
  3. ออฟฟิศซินโดรม หรือ โรคพังผืดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้มือถือ ก้มหน้านาน ๆ จนกล้ามเนื้อเกิดพังผืดขึ้น รวมถึงอาการกล้ามเนื้อบริเวณคอตึง ก็สามารถกระตุ้นทำให้เกิดไมเกรน ปวดร้าวรอบกระบอกตา คลื่นไส้มึนหัวได้
  4. อาหารที่สามารถกระตุ้นไมเกรน ได้ เช่น ชีส แอลกอฮอล์ ผงชูรส อาหารที่ผสมไนไตรท์ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน น้ำตาลเทียม นอกจากนี้ ยังพบว่า คาเฟอีน ถือเป็นสารที่กระตุ้นอาการไมเกรนได้ ใครที่กินกาแฟอยู่แล้วมีอาการไมเกรน ควรลดปริมาณการกินกาแฟลง อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยเพียง 20% เท่านั้น ที่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าอาหารเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรน
  5. ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการอดนอน
  6. ฮอร์โมนเอสโตรเจน : อาการปวดหัวไมเกรน มักถูกกระตุ้นเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่า “อาการปวดหัวไมเกรน ตอนเป็นประจำเดือน” (menstrual migraine)
  7. ช่วงเวลาภายหลังจากคลอดบุตร : ในช่วงตั้งครรภ์ ความถี่ของการปวดไมเกรนจะลดลง แต่หลังจากคลอดลูกแล้ว พบว่าความถี่ของการปวดไมเกรนจะสูงขึ้น เพราะช่วงตั้งครรภ์อยู่นั้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะขึ้นสูงเรื่อย ๆ และมาต่ำลงหลังที่คลอดบุตร จึงไปกระตุ้นอาการไมเกรน
  8. ทานอาหารที่ร่ายกายแพ้แฝง

อาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดได้จากอีกหลายปัจจัย ดังนี้

  • ทางตา ได้แก่ แสงจ้า แสงระยิบระยับ การใช้สายตา
  • ทางหู ได้แก่ เสียงดัง ๆ หรือเสียงจอแจ จ้อกแจ้ก
  • ทางจมูก ได้แก่ กลิ่นฉุน เช่น น้ำหอม บุหรี่ น้ำมันรถ
  • ทางลิ้น ได้แก่ การกินอาหาร และเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ทางกาย ได้แก่ มีประจำเดือน อากาศร้อน-เย็นเกินไป การอดนอนหรือนอนตื่นสาย
  • ทางใจ ได้แก่ เครียด อารมณ์หงุดหงิด โมโห ตื่นเต้น ตกใจ

โดยทั่วไป คนที่เป็นไมเกรน มักมาจากสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นที่แตกต่างกันไปบ้าง ผู้ที่มีอาการเป็นประจำ ควรหมั่นสังเกตตัวเอง และหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่กระตุ้นการปวดหัวไมเกรน

ปวดหัวไมเกรนบ่อย ๆ 
▪ นอนหลับไม่เพียงพอ
▪ ความเครียด
▪ กินข้าวไม่ตรงเวลา กินข้าวไม่ครบมื้อ
▪ กินอาหารบางประเภทมากเกินไป
▪ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป
▪ อยู่ในที่ ที่มีแสงจ้า
▪ แพ้กลิ่น

ปวดศีรษะแบบไหนถึงเรียกว่า ไมเกรน

  • ปวดศีรษะข้างเดียวหรือเริ่มปวดจากข้างเดียวก่อนแล้วค่อย ๆ เริ่มปวดทั้ง 2 ข้าง
  • ปวดตุบ ๆ คล้ายมีอะไรเต้นหรือเหมือนโดนอะไรบีบตรงบริเวณขมับปวดเป็นระยะ ๆ
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน 
  • การปวดจะกินระยะเวลานานหลายชั่วโมง แต่จะไม่นานเกิน 1 วัน
  • ความรุนแรงของอาการปวด มีตั้งแต่ปวดปานกลางจนถึงรุนแรงมาก ระยะเวลาในการปวดแต่ละครั้งส่วนใหญ่ประมาณ 4-7 ชม.
  • อาการปวดจะกำเริบหรือรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีความเครียด อากาศร้อน แสงจ้า หรืออดนอน

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคไมเกรน

  • ควบคุมปัจจัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อากาศ แสงไฟกะพริบ กลิ่นฉุน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หากิจกรรมทำเพื่อลดความเครียด เช่น ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือ
  • กินยาตามแพทย์สั่ง
  • การนอน ควรนอนให้เป็นเวลา
  • งดการใช้ยาเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด
  • หลีกเลี่ยงอาหารแพ้แฝง

การดูแลตัวเองเมื่อเกิดอาการไมเกรน

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งเมื่อมีอาการปวด ไมเกรน
  • นอนพักหรือนั่งพักในห้องที่เงียบ และอากาศปลอดโปร่ง
  • ผ่อนลมหายใจเข้า-ออกแรง ๆ สักพักแล้วอาการจะดีขึ้น
  • ใช้นิ้วมือนวดเบา ๆ หรือใช้น้ำแข็งประคบบริเวณขมับ

การรับประทานอาหารของผู้ป่วยไมเกรน

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารไทรามีน (tyramine) เช่น เนยแข็ง เนื้อสัตว์แปรรูป ของหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ
  • หลีกเลี่ยงของหวานที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลต โกโก้
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
การรักษาฟื้นฟูที่สามารถทำได้
1.การรักษาด้วยยา กิน หรือฉีด
2.การฟื้นฟูด้วยการปรับฮอร์โมน
3.การฟื้นฟูด้วยการปรับคลื่นสมอง

#ปรึกษาแพทย์ และติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 👇👇
☎️ 053-734398 / 061-2493245 / 093-2493264
📲 Line ID : @crm789
👉 คลิกลิ้งค์ : https://line.me/R/ti/p/%40crm789
📩 Inbox Facebook
#เปิดให้บริการทุกวัน หยุดทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น.
สนใจจองตรวจสุขภาพ!!
☎️ 053-734398, 093-2493264, 061-2493245
แอดไลน์: crm838
คลิกลิ้งค์ https://line.me/ti/p/RrtscrJSch
Inbox Facebook: Crmclinic HolisticCentre
#สุขภาพ #detox #crmwellness #CRMwellness #AntiAging #wellnesscenter #อายุยืนยาว #ชะลอวัย #ตรวจสุขภาพ #Quantumscan #FoodAllergy #foodAllergy #ImmuneDefense #สารพิษโลหะหนัก #HaevyMetal #Chelation #detoxLiver #Stemcell #Vitamin #Nutrition #Hormone #Longvity #NAD+ #อ่อนเยาว์ #vitamindrip #megadosevitaminC #infrared #อินฟาเรด #ล้างพิษตับ #LiverDetox #LongCovid #ลองโควิด #sleepless #นอนไม่หลับ #โรคนอนไม่หลับ #ตับอักเสบ #ตับอักเสบA ##ตับอักเสบB #ตับอักเสบC #ตับอักเสบD #ตับอักเสบE #มะเร็งตับ #โรคที่มากับฤดูฝน #BioScan #VitaminC #วิตามินซี #antioxidant #สารต้านอนุมูลอิสระ #อนุมูลอิสระ #ไตเสื่อม #โรคไต #IrritableBowelSyndrome(IBS) #โรคลำใส้แปรปรวน #PM2.5 #ฝุ่นPM2.5 #CA #มะเร็งลำใส้ใหญ่




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

EP.17 หน่อCA(CA1)

EP.13 ลำไส้แปรปรวน(ลำไส้2)