EP.83 ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol)
ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมหมวกไต หลังจากคอร์ติซอลถูกผลิตขึ้นที่ต่อมหมวกไตแล้ว ฮอร์โมนดังกล่าวจะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ปกติแล้วระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลจะขึ้นและลงอยู่ตลอดทั้งวัน ซึ่งช่วงเวลาที่คอร์ติซอลอยู่ในระดับต่ำที่สุดคือช่วงกลางดึก ส่วนเวลาที่คอร์ติซอลอยู่ในระดับสูงสุดคือช่วงเช้า ระดับฮอร์โมนที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปอาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติบางอย่างต่อร่างกายได้
ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนความเครียด และส่งผลต่อการทำงานของร่างกายส่วนอื่น ๆ ฮอร์โมนคอร์ติซอลสังเคราะห์ ยังสามารถนำมาใช้รักษาโรคบางชนิดได้
การทำงานของคอร์ติซอลก็คือ จะเข้าไปปรับระดับภูมิคุ้มกันร่างกาย ควบคุมอินซูลินในเลือด รักษาระดับและการใช้พลังงานจากกลูโคสในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต เพื่อเตรียมรับมือกับความกดดัน
เมื่ออยู่ในสภาวะกดดัน เครียด เรามักจะโกรธ หรือ ฉุนเฉียวได้ง่าย และร่างกายจะตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างรุนแรงขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องปล่อยคอร์ติซอลเพื่อรับมือกับความกดดัน แต่เมื่อผ่านไปสักพักฮอร์โมนตัวนี้จะลดลง และเราก็เริ่มจะมีสติรับรู้ในสิ่งที่ทำลงไป
นอกจากนี้ คอร์ติซอลยังมีส่วนทำให้น้ำหนักขึ้น น้ำตาลและไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ระบบต่างๆภายในร่างกายทำงานแปรปรวน
คอร์ติซอล ฮอร์โมน สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย
คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย
เมื่อระดับคอร์ติซอลผิดปกติ
เมื่อระดับคอร์ติซอลในร่างกายเกิดความผันผวนหรือผิดปกติ อาจก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้
ระดับคอร์ติซอลต่ำเกินไป
หากร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลในระดับที่ต่ำเกินไป อาจส่งผลให้เกิดโรคแอดดิสันได้ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้
- อ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักลด
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องเสีย
- ผิวเปลี่ยนสี เช่น ผิวบริเวณหน้า คอ หลังมือ ผิวบริเวณที่เป็นแผลเป็นหรือเป็นรอยพับ
- ความดันโลหิตต่ำ
ระดับคอร์ติซอลสูงเกินไป
หากร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการหรือโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ไม่มีแรง เกิดปัญหาด้านการนอนหลับ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง เกิดภาวะสมองล้า (Brain Fog) ผิวช้ำง่าย น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งอาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) รวมถึงกลุ่มอาการคุชชิง (Cushing Syndrome) ที่จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ขนดก น้ำตาลในเลือดสูง และน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
วิธีรักษาระดับคอร์ติซอลในร่างกายอย่างเหมาะสม
การรักษาสมดุลของระดับคอร์ติซอลในร่างกายสามารถทำได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะการออกกำลังกายอย่างหนักอาจทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวได้
- ฝึกหายใจ เพื่อสร้างความผ่อนคลายและลดความเครียด
- พักผ่อนให้เพียงพอ โดยอาจจัดบรรยากาศภายในห้องนอนให้เหมาะสม ลดการสัมผัสแสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อนนอน สร้างกิจวัตรประจำวันก่อนนอนและทำอย่างสม่ำเสมอ เข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุกวัน ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
- ลดความเครียดด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ พูดคุยเรื่องสนุกสนานกับผู้อื่น ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น คาโมมายล์ (Chamomile) โรดิโอลา (Rhodiola) หรือโสมอินเดีย (Ashwagandha
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับคอร์ติซอลต่ำกว่าปกติหรือป่วยด้วยโรคแอดดิสัน ควรรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดและพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยแพทย์อาจจ่ายยาเพิ่มเติมหากพบว่าผู้ป่วยมีความเครียด ซึ่งผู้ป่วยควรพกยาติดตัวไว้เสมอ เพราะหากลืมรับประทานยาอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้ป่วยได้
อาหารช่วยลดคอร์ติซอล
1. บลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่มีส่วนช่วยลดภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress) รวมถึงยังช่วยกระตุ้นสภาพจิตให้ดีขึ้น นอกจากนั้นบลูเบอร์รี่ยังมีส่วนช่วยเบิร์นไขมันหน้าท้อง บำรุงสุขภาพหัวใจ ช่วยลดความดันโลหิต แถมยังช่วยต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย
2. โฮลเกรน
โฮลเกรน หรือ ธัญพืชเต็มเมล็ด หรือ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี มีส่วนช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น เนื่องจากจะย่อยช้าลง ซึ่งกระบวนการย่อยอาหารที่ช้าลงนี้จะทำให้เซโรโทนิน (Serotonin) หรือฮอร์โมนแห่งความสุขหลั่งออกมา รวมถึงยังส่วนสร้างสมดุลของฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดนั่นเอง
3. ผักใบเขียว
ผักใบเขียว อย่างเช่น ผักเคล หรือ ปวยเล้ง ก็มีส่วนช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นเดียวกันค่ะ รวมถึงสารอาหารในผักใบเขียวอย่างแมกนีเซียม โดยเฉพาะในผักคะน้าฝรั่งก็มีส่วนช่วยด้วยเช่นกันค่ะ เพราะหากร่างกายขาดแมกนีเซียมก็อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะวิตกกังวลได้
4. น้ำมันมะกอก
ในน้ำมันมะกอก มี Oleuropein หรือสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกันค่ะ นอกจากนั้นน้ำมันมะกอกยังมีส่วนช่วยต้านการอักเสบได้อีกด้วย สำหรับใครที่อยากลดความเครียด น้ำมันมะกอกเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเลยล่ะค่ะ
5. อาหารโพรไบโอติกส์
อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ อย่างเช่น กะหล่ำปลีดอง กิมจิ หรือโยเกิร์ต มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น โดยเฉพาะโยเกิร์ตที่ยังมีส่วนช่วยลดการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์อีกด้วย ในขณะที่กะหล่ำปลีดองมีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมอาหาร ซึ่งจะช่วยลดภาวะเครียดที่เกิดจากอาหารไม่ย่อยได้ นอกจากนั้นในอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ ยังมีแมกนีเซียมและซิงค์ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมอารมณ์อีกด้วย
6. หอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่ ก็ถือเป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่มีส่วนช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกันค่ะ โดยสารพฤกษเคมี (Phytochemical) หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ในหอมหัวใหญ่มีส่วนช่วยเพิ่มวิตามินซี ที่สามารถลดฮอร์โมนคอร์ติซอลได้ นอกจากนั้นสารชนิดนี้ยังมีส่วนช่วยต้านเควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งเควอซิทินนั้นจะถูกปล่อยออกมาเมื่อร่างกายเกิดภาวะเครียดเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันการปล่อยเอนไซม์ที่กระตุ้นการหลั่งของคอร์ติซอลนั่นเอง
นอกจากนี้ ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุดหากพบว่าตนเองมีอาการของภาวะฉุกเฉินทางต่อมหมวกไต (Adrenal Crisis) เช่น อาเจียนหรือท้องเสียอย่างรุนแรง เกิดภาวะขาดน้ำ ความดันต่ำมาก ปวดท้อง ปวดหลังช่วงล่างหรือขาอย่างฉับพลันและรุนแรง มึนงงหรือหมดสติ เพราะภาวะนี้เป็นภาวะที่มีความรุนแรงจนอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น