EP.36 ตับนั้นสำคัญฉไหน ..ทำหน้าที่อะไร
เปลี่ยนก่อนป่วย ..
ตับนั้นสำคัญฉไหน ..ทำหน้าที่อะไร ทำไมต้องดูแลให้ดี
การดูแลตับให้แข็งแรง จะช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อตับทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็จะสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ลดการสะสมสารพิษได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อเกิดผลการรักษาดังนี้
1. ช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆ หลายชนิดในร่างกายโดยเฉพาะเอนไซม์ที่ช่วยตับในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย โดยเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายน้ำอย่างเช่น โลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง ยาบางชนิดให้เป็นสารที่ละลายน้ำดีขึ้น และกำจัดออกจากร่างกายทางระบบขับถ่ายของเสีย
2. เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ตับไม่ให้ถูกทำลาย
3. ช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิล สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ให้ร่างกายนำกลับมาใช้ได้ใหม่ เช่น Vitamin – C
4. ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงเพื่อต้านเชื้อโรคและสิ่ง แปลกปลอม บรรเทาความรุนแรงของโรคหวัดหรืออาการภูมิแพ้
5. ช่วยลดสารสะสมไขมันที่ตับ และการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
6. ช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ช่วยซ่อมแซมเซลล์
7. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเอ็น คอลลาเจนและความแข็งแรงของเส้นเลือด
การดีท็อกซ์ตับ การล้างพิษตับ คืออะไร?
การดีท็อกซ์ตับ (Liver Detoxification) หรือการล้างพิษตับ คือ การให้วิตามินต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น วิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน กลูตาไธโอน แมกนีเซียม เปปไทด์ และสารอาหารต่าง ๆ ที่จะช่วยเข้าไปส่งเสริมการทำงานของตับ เพื่อให้ตับสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีมากยิ่งขึ้น
เมื่อตับทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็จะสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ลดการสะสมสารพิษได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้การดีท็อกซ์ตับจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ในการดูแลตับให้แข็งแรง และช่วยลดสารพิษคั่งค้างในตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยฟื้นฟูการทำงานตับให้กลับมาทำงานได้ดี การทำ Liver Detoxification จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก Liver detoxin the liver, and restore the liver function.
ด้วยเหตุนี้การดีท็อกซ์ตับจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ในการดูแลตับให้แข็งแรง และช่วยลดสารพิษคั่งค้างในตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยฟื้นฟูการทำงานตับให้กลับมาทำงานได้ดี การทำ Liver Detoxification จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก Liver detoxin the liver, and restore the liver function.
ทุกวันนี้ เราใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการรับสารพิษอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารต่าง ๆ เช่น สารกันบูด สี สารปรุงแต่งรสและกลิ่น ยาฆ่าแมลง และเชื้อรา เป็นต้น รวมทั้งการสูดดมและการซึมผ่านผิวหนังของสารพิษในสภาพแวดล้อม หรือแม้แต่สารพิษที่ร่างกายผลิตเองจะถูกส่งไปยังตับ เพื่อทำการขจัดสารพิษ เมื่อตับได้รับสารพิษที่มีปริมาณมากจนไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ สารพิษเหล่านั้นก็จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด จนนำไปสู่การก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาในอนาคต การล้างพิษตับ (Liver Detoxification) จะช่วยในการขับสารพิษ สารเคมีจากร่างกาย ช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ พร้อมทั้งช่วยลดการสะสมไขมันที่ตับ และผนังหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ตับ” เรียกได้ว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเผาผลาญอาหาร สังเคราะห์ และหลั่งเอ็นไซม์ เพื่อช่วยในการย่อยและการดูดซึม (เมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน) เก็บสารที่ใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน เก็บวิตามิน A D E K แร่ธาตุต่าง ๆ และไขมัน รวมไปถึงทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย และกำจัดสารพิษต่าง ๆ ภายในร่างกาย
ประโยชน์ที่ได้รับจากการล้างพิษตับ
• ปกป้องตับจากสารพิษ ยา สารเคมี และแอลกอฮอล์
• ช่วยลดการสะสมของไขมันที่ตับ และลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
• ช่วยสร้างเอนไซม์หลากหลายชนิด ที่ทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
• ช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น เร่งการขับสารพิษตกค้างในร่างกาย ปกป้องตับจากการทำเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง
• เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่ช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์จากสารอนุมูลอิสระโดยเฉพาะเซลล์ตับ
• ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง สามารถต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เพื่อบรรเทาความรุนแรงของหวัดหรืออาการภูมิแพ้
• ช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อนำกลับมาใช้ได้ใหม่ เช่น วิตามินซี เป็นต้น
• ช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ และคืนความสดชื่นให้กับเซลล์ทั่วร่างกายช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง คอลลาเจน อิลาสติน เส้นเอ็น และความแข็งแรงยืดหยุ่นของหลอดเลือด
ใครที่ควรทำดีท็อกซ์ตับ Liver Detoxification
• ผู้ที่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่เป็นประจำ
• ผู้ที่ทำงานสัมผัสสารพิษเป็นประจำ เช่น เกษตรกร หรือทำงานใกล้โรงงานอุตสาหกรรม
• ผู้ที่ชอบทานอาหารประเภทปิ้ง ย่าง และของทอด
• ผู้ที่นอนดึก และมีความเครียดสะสม
• ผู้ที่รับประทานอาหารแปรรูป และอาหารที่มีสารกันบูดปนเปื้อนเป็นประจำ
• ผู้ที่รับประทานยาแก้ปวดเป็นประจำ
• ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ควรทำดีท็อกซ์ล้างพิษตับบ่อยแค่ไหน?
การทำขับสารพิษตับ ของศูนย์การแพทย์บูรณาการ โนวาวิด้า Anti Aging Center นั้นสามารถทำได้ตามความเหมาะสม ตามดุลพินิจของแพทย์ โดยเปปไทด์กลูตาไธโอนในการทำ Liver Detoxification เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ จำนวนครั้งที่ทำจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ประกอบกับประโยชน์ที่ต้องการมุ่งเน้น เช่น กรณีต้องการประโยชน์เฉพาะเรื่องการขับสารพิษ สามารถทำได้ประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
วิธีที่จะช่วยตับในการล้างสารพิษ วิธีง่าย ๆ มีดังนี้
1. ดื่มน้ำให้มากขึ้น การดื่มน้ำถือเป็นตัวช่วยล้างสารพิษในตับที่ทำได้ง่ายและได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง โดยน้ำจะเป็นตัวช่วยเร่งกระบวนการล้างสารพิษของตับ ด้วยการพัดพาสารพิษผ่านระบบต่าง ๆ จนมันออกไปจากร่างกายของเรา ซึ่งปริมาณน้ำที่แนะนำให้ดื่มคือ 4 ลิตรต่อวัน และแน่นอนว่าควรจะเป็นน้ำเปล่าถึงจะดีกับร่างกายมากที่สุด
2. ได้เวลาเรียกเหงื่อ มีงานวิจัยระบุว่า “เหงื่อ” นั้นมีประโยชน์ในการช่วยขับสารพิษหลาย ๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็น สารหนู, แคดเมียม, ตะกั่ว, ปรอท รวมถึงแอลกอฮอล์ก็สามารถถูกขับออกจากร่างกายพร้อมกับเหงื่อได้ ที่สำคัญเหงื่อที่เกิดจากการออกกำลังกายจะช่วยขับสารพิษได้มากกว่าเหงื่อที่เกิดจากอากาศร้อน โดยการออกกำลังกายที่แนะนำนั้น ได้แก่ การวิ่งจ็อกกิ้ง โยคะร้อน และการอบซาวน่า ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยเรียกเหงื่อได้ดี
ทั้งนี้เมื่อเราขับเหงื่อออกมาจำนวนมากแล้ว ควรรีบเช็ดเหงื่อออกโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารพิษเหล่านี้กลับเข้าไปนั่นเอง
3. การนอนหลับสำคัญมาก เหตุผลที่วงการแพทย์แนะนำว่าคนเราต้องการเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็เพราะว่าการนอนหลับนั้นจะเป็นการปิดสวิทช์การทำงานบางส่วนของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายส่วนที่เหลือทำงานได้เต็มที่มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือกระบวนการล้างสารพิษ โดยในขณะที่เราหลับ ตับจะทำงานร่วมกับระบบน้ำเหลืองเพื่อทำการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
4. เลือกทานอาหารบำรุงตับ หลายคนอาจไม่เคยทราบว่าในธรรมชาติมีพืชผักและผลไม้หลากหลายชนิดที่มีส่วนช่วยในการบำรุงดูแลรักษาตับ และบางชนิด เช่น กระเทียม เกรปฟรุต และ อโวคาโด ยังมีส่วนสนับสนุนในการล้างสารพิษของตับอีกด้วย
5. พยายามลดสารพิษออกจากกิจวัตรประจำวัน อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเสริมกระบวนการล้างสารพิษของตับได้ก็คือการพยายามลดสารพิษออกจากกิจวัตรประจำวัน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการไม่เพิ่มสารพิษเข้าสู่ร่างกายให้เป็นภาระของตับ เช่น การใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันมลภาวะทางอากาศ หรือการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
6. ดูแลระบบย่อยอาหาร สำหรับวิธีสุดท้ายที่อยากแนะนำก็คือการดูแลระบบย่อยอาหาร เนื่องจากระบบย่อยอาหารของคนเรานั้นเป็นปราการสำหรับการกำจัดสารพิษ ก่อนที่จะส่งส่วนที่เหลือไปกรองที่ตับ ดังนั้นถ้าหากระบบย่อยอาหารของเรามีสุขภาพดีก็จะช่วยลดภาระของตับในการกำจัดสารพิษได้
#ด้วยรัก ✨ CR Wellness & Anti Aging Clinic ✨
#เปิดให้บริการทุกวัน หยุดทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น.
🌟สนใจจองตรวจสุขภาพ!! 👇👇
☎️053-734398, 093-2493264, 061-2493245
📲 แอดไลน์: crm838
คลิกลิ้งค์ 👉 https://line.me/ti/p/RrtscrJSch
📩 Inbox Facebook: Crmclinic HolisticCentre
คลิกลิ้งค์ 👉 https://www.facebook.com/profile.php?id=100005616857414
#เปลี่ยนก่อนป่วย #สุขภาพ #detox #crmwellness #CRMwellness #AntiAging #wellnesscenter #อายุยืนยาว #ชะลอวัย #ตรวจสุขภาพ #Quantumscan #FoodAllergy #foodAllergy #ImmuneDefense #สารพิษโลหะหนัก #HaevyMetal #Chelation #detoxLiver #Stemcell #Vitamin #Nutrition #Hormone #Longvity #NAD+ #อ่อนเยาว์ #vitamindrip #megadosevitaminC #infrared #อินฟาเรด #ล้างพิษตับ #LiverDetox

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น